เศรษฐกิจ-การลงทุน » แบงก์ชาติอีสาน แถลงข่าวสรุปภาวะเศรษฐกิจอีสานไตรมาสแรก ปี 67 “กำลังซื้อเปราะบาง-อ่อนแรงต่อเนื่อง”

แบงก์ชาติอีสาน แถลงข่าวสรุปภาวะเศรษฐกิจอีสานไตรมาสแรก ปี 67 “กำลังซื้อเปราะบาง-อ่อนแรงต่อเนื่อง”

3 พฤษภาคม 2024
855   0

แบงก์ชาติอีสาน  จัดแถลงข่าวสัญจรครั้งแรกที่โคราช  หัวข้อ “เหลียวหลัง.. แลหน้า เศรษฐกิจการเงินอีสาน ไตรมาส 1 ปี 2567”   เผยภาพรวมเศรษฐกิจอีสานไตรมาสแรก “กำลังซื้อเปราะบาง- อ่อนแรงต่อเนื่องจากปี 66” จากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐลดลง ระยะต่อไปคาดว่าจะค่อยๆฟื้นตัว

วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมโคราช 2 โรงแรมเซ็นทารา จังหวัดนครราชสีมา ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโสธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.) ได้จัดงานแถลงข่าวเศรษฐกิจภาคอีสาน ประจำไตรมาส 1 ปี 2567 หัวข้อ เหลียวหลัง…แลหน้า…เศรษฐกิจการเงินอีสาน  ทั้งนี้มีสื่อมวลชนจาก 20 จังหวัดในภาคอีสานเข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวครั้งนี้

โดยเป็นการแถลงข่าวสัญจรครั้งแรก สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ บทบาทหน้าที่ของ ธปท. ภาคอีสาน ได้แก่ 1) จับชีพจรเศรษฐกิจการเงินในพื้นที่ รับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 2) สร้างองค์ความรู้วิชาการเพื่อตอบโจทย์ในพื้นที่ 3) ผลักดันนโยบาย ธปท. ให้กับพื้นที่ 4) เป็นตัวกลางความร่วมมือกับทุกภาคส่วน 5) สนับสนุนให้คนอีสานมีความรู้ทางด้านการเงินและเท่าทันภัยการเงิน

โครงสร้างเศรษฐกิจภาคอีสาน 1) ภาคเกษตรเป็นเส้นเลือดหลักของคนอีสาน มีแรงงานในภาคนี้ถึงร้อยละ 53 ของผู้มีงานทำในภาคอีสาน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีแรงงานเพียงร้อยละ 7 2) ภาคเกษตรส่วนใหญ่พึ่งฟ้าพึ่งฝน และความสามารถในการทำเกษตรลดลง 3) รายได้ไม่เพียงพอรายจ่ายในภาคครัวเรือน นำไปสู่ปัญหาหนี้ จากโครงสร้างดังกล่าวจึงทำให้เศรษฐกิจภาคอีสานต่างจากประเทศ

ปี 2566 เศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวจากการบริโภคและท่องเที่ยว ขณะที่เศรษฐกิจภาคอีสานหดตัว ตามการบริโภคจากรายได้ที่ลดลงทั้งในและนอกภาคเกษตร หมดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ และค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง แม้การท่องเที่ยวฟื้นตัวแต่ช่วยสนับสนุนได้น้อยเพราะมีเพียงไม่เกินร้อยละ 3 ของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจภาคอีสาน โดยภาพรวมเศรษฐกิจ ไตรมาส 1 ปี 2567 อ่อนแรงต่อเนื่องจากปี 2566 จากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐลดลง ค่าครองชีพในสินค้าหมวดอุปโภคบริโภคยังอยู่ในระดับสูง และตลาดแรงงานอ่อนแอลงจากผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรลดลง

นอกจากนี้ ยังเห็นสัญญาณเปราะบางต่อเนื่องจากปี 2566 และกำลังซื้อมีความเปราะบางมากขึ้น ในหมวดสินค้าคงทนโดยเฉพาะรถกระบะหดตัวสูง และยอดขายบ้านในระดับกลางและล่างลดลงต่อเนื่อง จากรายได้ที่ลดลง รวมทั้งความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน อย่างไรก็ดี มีปัจจัยช่วยพยุงการบริโภคได้บ้างจากผลของราคาผลผลิตเกษตรที่ดี และการท่องเที่ยวที่มีผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2566

ระยะถัดไป เศรษฐกิจภาคอีสานคาดว่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัว จากงบประมาณภาครัฐปี 2567 ที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้หลังไตรมาส 2 ทำให้ภาคการค้า การก่อสร้างตามการลงทุนของรัฐเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2566 รายได้เกษตรกระจายตัวมากขึ้นจากผลดีของภัยแล้งที่คลี่คลายในช่วงหลังของปี 2567 คาดว่าจะส่งผลดีต่อผลผลิตข้าว การผลิตเพื่อการส่งออกในหมวดอาหารแปรรูปและเครื่องแต่งกายมีแนวโน้มฟื้นตัวดี และการท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามากระจายหลายจังหวัดเพิ่มมากขึ้น

ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไตรมาสที่ 1 ปี 2567

สรุปสาระสำคัญ

  • เศรษฐกิจอีสานหดตัวจากไตรมาสก่อน ตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนที่หดตัวต่อเนื่อง และสินค้าอุปโภคบริโภคที่กลับมาหดตัวหลังเร่งใช้จ่ายในช่วงวันหยุดพิเศษปลายปีก่อน ขณะที่รายได้เกษตรกรกลับมาขยายตัวจากปัจจัยด้านราคาช่วยพยุงการบริโภคเล็กน้อย และภาคบริการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง ตามการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีขนาดงานใหญ่และผู้ร่วมงานมากขึ้น 
  • แนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาส 2/2567 คาดว่า ขยายตัวได้เล็กน้อย จากปัจจัยพิเศษช่วงเทศกาลสงกรานต์ ช่วยกระตุ้นการบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันและภาคบริการท่องเที่ยวขยายตัว โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดหลัก และจังหวัดท่องเที่ยว รวมถึงผลการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณ ประจำปี 2567 ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อฐานรากที่ยังอ่อนแอ ค่าครองชีพและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ยังเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน

รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีดังนี้

รายได้เกษตรกร กลับมาขยายตัว (เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน)

จากราคายางพาราตามผลผลิตในประเทศที่ลดลง ขณะที่ความต้องการนำวัตถุดิบไปใช้ผลิตยางล้อเพิ่มขึ้น รวมทั้งอ้อยตามราคาขั้นต้นที่ปรับสูงขึ้นจากปีก่อน สอดคล้องกับราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ด้านผลผลิตโดยรวมหดตัว

ภาคอุตสาหกรรม หดตัวต่อเนื่อง

ตามการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอที่หดตัวตามคำสั่งซื้อของประเทศคู่ค้า น้ำตาลทรายหดตัวตามผลผลิตของอ้อยที่ลดลงจากผลกระทบของภัยแล้ง ขณะที่การผลิตเครื่องแต่งกายขยายตัวตามความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ทยอยฟื้นตัว และสต็อกคู่ค้าเริ่มลดลง

การท่องเที่ยว ขยายตัวต่อเนื่อง

ทั้งผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยและต่างชาติ ในช่วงวันหยุด เทศกาลตรุษจีน และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีขนาดงานใหญ่และผู้ร่วมงานมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดหลัก อาทิ งานวิ่งมาราธอน คอนเสิร์ต งานเกษตร และงานสักการะพระบรมสารีริกธาตุ อย่างไรก็ตาม ผู้เยี่ยมเยือนบางส่วนเดินทางไปกลับภูมิลำเนา จึงทำให้อัตราการเข้าพักแรมปรับลดลง

การบริโภคภาคเอกชน กลับมาหดตัว

ตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนหดตัวต่อเนื่องจากความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินและคุณสมบัติของผู้กู้ที่ด้อยลง สินค้าอุปโภคบริโภคที่หดตัวหลังเร่งใช้จ่ายไปในช่วงวันหยุดพิเศษปลายปีก่อน สำหรับมาตรการ Easy e-Receipt ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เล็กน้อย ขณะที่สินค้าบริการขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของภาคบริการท่องเที่ยว

การลงทุนภาคเอกชน หดตัวต่อเนื่อง

ตามการลงทุนด้านก่อสร้างที่กลับมาหดตัว จากทั้งพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างและยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ ตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่การลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์กลับมาขยายตัวตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ และยอดนำเข้าสินค้าทุนที่ขยายตัว แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ

การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัวต่อเนื่อง

ตามการส่งออกที่ขยายตัว จาก สปป. ลาว ในหมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อาหาร เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และน้ำตาลเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับการนำเข้าที่ขยายตัว จาก สปป. ลาว และกัมพูชา ในมันสำปะหลัง เพื่อทดแทนผลผลิตภายในประเทศที่ลดลงจากผลกระทบของโรคใบด่าง และจากเวียดนาม ในหมวดโทรศัพท์มือถือ 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง (เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และอาหารสด

ตลาดแรงงาน ชะลอลง ตามทิศทางการชะลอลงของการจ้างงานในภาคเกษตร การค้าและบริการ ส่วนหนึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ลดลง

…………………………………………

ธนาคารแห่งประเทศไทย
3 พฤษภาคม 2567

หมายเหตุ : 

สาขาเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ที่มีความสำคัญต่อภาคอีสาน ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าผ่านด่านศุลกากร ตามลำดับ