เศรษฐกิจ-การลงทุน » ปีม้าพยศ เศรษฐกิจไทยอยู่ห้อง ICU

ปีม้าพยศ เศรษฐกิจไทยอยู่ห้อง ICU

4 มกราคม 2026
660   0

เศรษฐกิจไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดเปราะบาง เมื่อ GDP ถูกคาดการณ์ว่าจะโตเพียง 1.5% ขณะที่เงินในระบบฝืด การลงทุนชะลอ หนี้สาธารณะพุ่ง และความเสี่ยงจากการส่งออกกดดันทุกภาคส่วน “ทวิสันต์  โลณานุรักษ์”  ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา  เขียนบทความมองตัวเลขเศรษฐกิจตามความจริง ผ่าน GDP ทั้ง 4 ด้าน เพื่อเตรียมรับผลกระทบที่อาจลุกลามสู่ธุรกิจ การจ้างงาน และรายได้ ก่อนสถานการณ์จะหนักกว่านี้

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ Gross Domestic Product หรือที่เรารู้จักในนาม GDP เป็นเครื่องมือใช้วัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยวัดว่าปีต่อไปจะโตกี่ % ถ้าโตต่ำกว่ามาตรฐานถือว่ารัฐบาลไม่มีฝีมือ  ปีนี้สำนักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจคาดว่าประเทศไทยจะโตแค่ 1.5 %  ถือว่าต่ำมากในภูมิภาคเอเซีย

GDP จะวัดจาก 4 ด้าน

          ด้านที่ 1  จะวัดว่าการบริโภคภายในประเทศ ดีหรือไม่ดี พ่อค้าแม่ค้าเขาพอใจกับยอดขายแค่ไหน วันนี้เงินเริ่มฝืด คือไม่มีเม็ดเงินในตลาด หรือเงินไม่สะพัด สินค้าและบริการถึงจะมีราคาถูกแค่ไหน ก็ไม่มีลูกค้ามาซื้อเพราะไม่มีเงินหรือเงินมันฝืด นักท่องเที่ยวก็ลดลง รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น นโยบายรัฐบาลที่ชื่อว่า Quick Big Win หรือการกระตุ้นในระยะสั้น แต่ได้ผลในระยะยาว และยังมีเม็ดเงินกระจายตัวไปยังระดับล่างด้วย

     เราเริ่มเห็นสัญญาณลบ ในตัวเมือง มีป้ายปิดกิจการเยอะขึ้น สะท้อนว่าคนขายมากกว่าคนซื้อแล้ว

          ด้านที่ 2 การลงทุน วันนี้คนลงทุนเริ่มลังเลใจ อย่างเช่น ข่าวการต่อสัญญาห้างขนาดใหญ่ที่โคราช ระดับหมื่นล้าน เป็นตัวอย่าง ความไม่มั่นใจของนักลงทุนที่เขาไม่อยากเสี่ยง  ธุรกิจอสังหาริมทรัพยเริ่มชะลอการลงทุน  มีผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าร้านค้าวัสดุก่อสร้าง การจ้างงาน ในตลาดหลักทรัพย์เองที่เป็นแหล่งระดมทุนขนาดใหญ่ของประเทศ นักลงทุนเริ่มไม่ไว้ใจกลุ่มทุนสีเทา ที่เข้ามาถือหุ้นบริษัทชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์  คาดว่าปีนี้ นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จะระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น เพราะรัฐบาลยังแก้ปัญหาเรื่องทุนสีเทาไม่ได้

          หากการลงทุนต่ำ ผลกระทบจะเกิดต่อการจ้างงาน นักศึกษาจบใหม่จะไม่มีตำแหน่งงานรองรับ ทุกคนต้องเตรียมตัวกันให้ดีๆ

          ด้านที่ 3 การลงทุนภาครัฐ คือการนำเอางบประมาณแผ่นดินมาใช้จ่าย ประเทศไทยจัดทำงบประมาณขาดดุล (รายรับน้อยกว่ารายจ่าย) มา 19 ปีแล้ว ถ้าเป็นบริษัทเอกชนคงปิดกิจการไปนานแล้ว เงินงบประมาณจะนำมาใช้ในกระทรวงต่างๆ เช่นค่าเงินเดือนและอื่น เหลือจากนั้นก็นำมาเป็นงบพัฒนาประเทศ วันนี้เรามีหนี้สาธารณะเกิน 60% ต่อGDP แล้ว IMF ถือว่ามีความเสี่ยงสูง รัฐบาลได้ปรับเพดานเป็น 70% ต่อ GDP เพื่อหนีเพดานเดิม… นี่คือการแก้ปัญหาที่น่าจะผิดทางมากๆ…

    งบประมาณแผ่นดินปี 2570 ที่ “รัฐบาลอนุทิน” ทำไว้คือ งบขาดดุลสูงถึง 7.88 แสนล้านบาท มีรายจ่ายถึง 3.778 ล้านล้านบาท เมื่อเงินไม่พอทำงบประมาณ เราก็ไปกู้เงิน (หนี้สาธารณะ) มาเสริม…เราทำกันแบบนี้มา 19 ปีแล้ว เราจึงมีหนี้สาธารณะท่วมหัว ชาตินี้คงใช้หนี้ไม่หมดแน่ๆ…

     เมื่อรัฐบาลไม่มีเงินภาวะ  “ถังแตก” ก็เกิดขึ้นได้  หากประเทศเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอะไรขึ้นมา  เราจะไม่มีเม็ดเงินไปแก้ปัญหา การกู้เงิน ถ้ากู้มามากแล้ว เขาจะไม่ให้เรากู้อีก เพราะมีเพดานหนี้สาธารณะของ IMF บังคับอยู่

          ด้านที่ 4 การส่งออก (คำนวณจากเรานำสินค้าเข้ามา แล้วลบด้วย เราส่งสินค้าไปขายในต่างประเทศ) ถ้าส่งไปขายมากกว่ารับมา ถือว่าเรามีกำไรหรือได้ดุล ตัวอย่างที่เราค้าขายกับสหรัฐ วันนี้เราได้ดุล ดังนั้น “ทรัมป์” จะสร้างกำแพงภาษีกับสินค้าไทยที่ส่งไปขายสหรัฐ มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ผลิตในประเทศไทย ต่างก็มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้กันมาก หาก “ทรัมป์” เก็บภาษีสูง สินค้าไทยก็จะมีราคาแพงขึ้นทันที ลูกค้าเขาก็จะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นที่ถูกกว่า  โรงงานที่ผลิตสินค้าไปขายสหรัฐ คงต้องปิดโรงงาน และจะมีคนไทยตกงานเป็นจำนวนมาก

     โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการส่งออก เพราะการบริโภคภายในประเทศมีปริมาณจำกัด จังหวัดไหนที่มีรายได้จากอุตสาหกรรม จะเดือดร้อนมากที่สุด..

     ทำไมสถาบันที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ จึงพากันวิตกกังวลกันมากในเวลานี้ ก็เพราะตัวเลขทั้ง 4 ด้านมันโกหกใครไม่ได้

      ………………………

เขียนโดย …ทวิสันต์  โลณานุรักษ์

ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา

ปริญญาโท MBA, ปริญญาตรีนิติศาสตร์

4 มกราคม 2569