“ทวิสันต์ โลณานุรักษ์” นักวิชาการอิสระ เขียนบทความแสดงทัศนะความคิดเห็นต่อการแจกเงินดิจิทิล 10,000 ของรัฐบาล “นายกเศรษฐา” รัฐบาลมีเจตนาที่ดี อยากช่วย “คนจน” แต่รัฐบาลต้องมีความละเอียดอ่อนในการเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ ติดตามอ่าน นิยามคำว่า “คนจน คือใคร “

นิยามคำว่า “คนจน” ภาครัฐเขากำหนดที่รายได้ และเปิดการลงทะเบียนคนจนกัน ล่าสุดมีคนแย่งกันเป็นคนจนถึง 22 ล้านคน แต่คัดคนจนจริงๆ ได้แค่ 14 ล้านคนหรืออาจเป็นเพราะข้อมูลชุดนี้ที่ทำให้เกิดโครงการแจกเงินทั่วหน้า 46 ล้านคน จะได้รับกันให้ครบ ๆ เสียงเชียร์ให้แจกจึงมีมากมาย แม้นแต่พระสงฆ์องคเจ้าท่านก็ถามนายกขณะเดินทางมาเยี่ยมประชาชนที่ภาคอีสาน ว่าเมื่อไรจะได้เงิน นายกยืนยันหนักแน่นว่า แม้นจะมีคนค้าน แต่ก็เป็นส่วนน้อยกว่าคนที่อยากได้ รัฐบาลจึงขอยึดเอาเสียงข้างมาก
“คนจน” มุมมองของภาคประชาชนที่อาจต่างจากภาครัฐ ประชาชนเห็นว่า “คนจน” มีแค่ 2 ประเภทเท่านั้น หากใครค้นพบและแยกแยะได้ จะช่วยให้การแก้ปัญหาคนจนสัมฤทธิ์ผลมากกว่าการหว่านแห คนจน 2 ประเภทคือ

1.) คนจนเพราะเขาขาดโอกาส
กลุ่มนี้เกิดมาก็จนเลย เช่นเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการตลาดที่คนกลางร่ำรวยกว่าคนปลูก เพราะเขาขาดอำนาจการต่อรอง กลุ่มขายแรงงานราคาถูก เพราะไม่มีโอกาสเล่าเรียน พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยไม่มีทุนต้องอาศัยเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยมหาโหด กลุ่มที่ขาดโอกาส พวกนี้จะมีปัจจัย 4 ไม่ครบ เช่น ไม่มีที่อยู่อาศัย ป่วยไข้ไม่มีเงินไปหาหมอ อาหารการกินไม่ครบหมู่ แต่ต้องใช้พลังงานทำงานหนัก ของใช้เครื่องนุ่งห่มก็มีจำกัด เช่น หน้าหนาวไม่มีผ้าห่ม ไม่สามารถที่จะดูแลคนในครอบครัวได้ นี่คือสภาวะของคนจนที่ขาด “โอกาส”
2.) คนที่มีโอกาส แต่”จน”
กลุ่มนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย พวกเขามีการศึกษา มีงานทำ มีอาชีพ มีที่อยู่อาศัย แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ต้องใช้เงินมากกว่าที่หาได้ จึงมีหนี้สินล้นพ้นตัว บางอาชีพเกษียณไปแล้วยังใช้หนี้กันไม่หมด หลายคนมีรถยนต์ แต่ไม่มีเงินเติมน้ำมัน คดีความเรื่องผิดสัญญาเงินกู้เต็มโรงศาล หนี้ไม่เกิน 3 แสนบาทก็ไปขึ้นศาลแขวง หนี้ที่เกินก็ไปศาลจังหวัด ไกล่เกลี่ยกันอย่างไรก็ไม่มีวันจบ เพราะลูกหนี้ไม่มีเงินจ่าย แม้นเจ้าหนี้จะผ่อนปรนอย่างไร ลูกหนี้ก็ทำไม่ได้ ทำได้แค่ประวิงเวลาไป นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คำว่า NPL หรือหนี้เสียท่วมสถาบันการเงิน แล้วทำให้ธนาคารเองก็พลอยลำบากไปด้วย เพราะขาดสภาพคล่อง คนที่มีโอกาสกลุ่มนี้เป็นคนที่มีหนี้มากที่สุด เพราะเขามีเครดิต บางคนเงินเดือนไม่มากแต่มีบัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบก็มี การใช้เงินที่ขาดวินัย ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเครียดกว่ากลุ่มแรก สถิติการฆ่าคัวตายจึงสูงขึ้น เพราะเขาไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัวได้
รัฐบาลมีเจตนาที่ดี อยากช่วย “คนจน” แต่รัฐบาลต้องมีความละเอียดอ่อนในการเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ การใช้เงินจำนวนมากมาโยนให้แล้วจบ อาจเป็นการทิ้งปัญหาและเป็นภาระต่อคนไทยทุกคน หรือที่เราเรียกว่า “ได้ไม่เท่าเสีย” การเล่นสนุกเกอร์ นักกีฬาเขาแทงลูกแรก แต่เขาอ่านเกมส์ไปถึงลูกที่ 2 และที่ 3 ด้วย การไม่วางแผนที่ดีอาจแพ้ทั้งโต๊ะ รัฐบาลลองใช้ “สนุกเกอร์โมเดล” แก้ปัญหาคนจนดูบ้าง เพราะเราใช้คำว่าถอดบทเรียนกันมากเกินไปแล้ว ผิดก็ถอดกันใหม่ เหมือนรายการไม่ลองไม่รู้ พอรู้ก็สายไปเสียแล้ว คำว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก” มันก็กลับมาวนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น เหมือนกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วม เราเอา “งบประมาณ” นำปัญหา ยิ่งแก้ก็ยิ่งจน แก้กันทุกปีไม่มีวันจบ
ฝากรัฐบาลเศรษฐา ให้ท่านกล้าๆ ตัดสินใจด้วยตัวท่านเอง ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่อดีตตอนท่านเป็น CEO ภาคเอกชนเคยทำได้ แต่วันนี้คนชักเริ่มไม่แน่ใจว่าท่านคือเศรษฐาคนเดิม หรือเปล่า ?
……………………………………..
ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
10 ตุลาคม 2566